การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N
เพื่อส่งเสริมความสามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย
ปริญญานิพนธ์
ของ
กิตติศักดิ เกตุนุติ เสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา
ตามหลักสูตรปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย
กุมภาพันธ์2557
ความมุ่งหมายของการวิจัย
ในการวิจัยนี้ผู้วิจัยได้ตั้งจุดมุ่งหมายไว้คือ
1. เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N เพื่อส่งเสริมความสามารถ
ทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย
2. เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N เพื่อส่งเสริมความ
สามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย
ความสําคัญของการวิจัย
ผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ทําให้ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N เพื่อส่งเสริมความ
สามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย ที่นํามาใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
อย่างเป็นขั้นตอนในชั้นเรียน และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของครูที่จะนําไปใช้เพื่อส่งเสริมความสามารถ
ทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย
ขอบเขตของการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N เพื่อส่งเสริมความ
สามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย มีขอบเขตการวิจัยดังนี้
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย
1. ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย โดยมีคุณสมบัติดังนี้
1.1 ครูปฐมวัยที่มีประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้สําหรับเด็กปฐมวัยเป็นเวลาไม่
น้อยกว่า 10 ปี
1.2 นักวิชาการด้านการศึกษาปฐมวัยที่มีประสบการณ์การทํางานกับเด็กปฐมวัย
เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี
2. เด็กปฐมวัยอายุ 5-6 ปี ที่กําลังเรียนชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนในสังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555
3. ครูปฐมวัยที่ปฏิบัติงานสอนในระดับชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2โรงเรียนในสังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555และสนใจนํารูปแบบ
การจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N ไปใช้
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
1. ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย ที่ผู้วิจัยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ประกอบด้วย
1.1 ผู้เชี่ยวชาญตรวจรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N เพื่อส่งเสริมความ
สามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย จํานวน 5 คน
1.2 ผู้เชี่ยวชาญตรวจแผนการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ
B-R-A-I-N เพื่อส่งเสริมความสามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย จํานวน 5 คน
1.3 ผู้เชี่ยวชาญตรวจแบบทดสอบความสามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็ก
ปฐมวัย จํานวน 5 คน
2. เด็กปฐมวัยอายุ 5-6 ปี ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 ที่
ผู้วิจัยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมจํานวน 40 คน
ดังนี้
2.1 กลุ่มทดลอง คือ เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านหนองกุงโนนทัน สังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 จํานวน 20 คน
2.2 กลุ่มควบคุม คือ เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านกระหนวนดอนดั่ง สังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 จํานวน 20 คน
3. ครูปฐมวัยที่ปฏิบัติงานสอนในชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนในสังกัดสํานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 จํานวน 8 คน ได้แก่
โรงเรียนบ้านหนองวัดป่
า โรงเรียนบ้านชาดศรีสมบูรณ์โรงเรียนบ้านหนองแวงตอตั้ง โรงเรียนบ้าน
กระหนวนดอนดั่ง โรงเรียนบ้านหนองแวงน้อย โรงเรียนบ้านปอแดง โรงเรียนบ้านหินแร่และโรงเรียน
บ้านศุภชัย
ระยะเวลาในการวิจัย
1. ระยะเวลาในการสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N เริ่มในภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2553
2. ระยะเวลาในการศึกษาประสิทธิผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-A-R-I-N คือ ทํา
การทดลองในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2555 โดยระยะเวลาในการทดลอง 7 สัปดาห์สัปดาห์ละ
5 วัน
ตัวแปรที่ศึกษา
1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่
1.1 รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N
1.2 รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปกติ
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้หมายถึง กระบวนการสร้างรูปแบบการจัดการ
เรียนรู้แบบ B-R-A-I-N เพื่อส่งเสริมความสามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย และนํามา
ทดสอบประสิทธิผลโดยการทดลองสอน รวมทั้งขยายผลให้ครูปฐมวัยนําไปใช้กระบวนการดังกล่าว
มีรายละเอียด ดังนี้
1.1 การสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้หมายถึง การสังเคราะห์รูปแบบการจัดการเรียนรู้
แบบ B-R-A-I-N จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้
โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนํามาสร้างเครื่องมือประกอบการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ได้แก่แผนการจัด
ประสบการณ์และแบบทดสอบความสามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย แล้วนําไปทดลอง
ใช้และปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นก่อนนําไปใช้จริง เกณฑ์การสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้คือ
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N มีความเหมาะสมในการนําไปใช้จัด
กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย
1.2 การทดสอบประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้หมายถึง การนํารูปแบบการ
จัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N ไปทดลองสอนกับเด็กปฐมวัยที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปีเกณฑ์การ
ทดสอบประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้คือ เด็กปฐมวัยมีความสามารถทางการคิด
วิจารณญาณเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของรูปแบบการจัดการ
เรียนรู้แบบ B-R-A-I-N
1.3 การขยายผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้หมายถึง การนํารูปแบบการจัดการเรียนรู้
แบบ B-R-A-I-N ไปให้ครูปฐมวัยที่ปฏิบัติงานสอนในชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2 ใช้จัดการเรียนรู้กับเด็ก
ปฐมวัย โดยเกณฑ์การขยายผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้คือ ครูปฐมวัยประเมินว่ารูปแบบการ
จัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N มีความเหมาะสมในการนําไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม
ความสามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย
สมมติฐานในการวิจัย
1. คะแนนเฉลี่ยความสามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยกลุ่มทดลอง หลังได้รับ
การจัดประสบการณ์โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N สูงขึ้นกว่าคะแนนเฉลี่ยความ
สามารถทางการคิดวิจารณญาณก่อนการทดลอง
2. คะแนนเฉลี่ยความสามารถทางการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยกลุ่มทดลอง หลังได้
รับการจัดประสบการณ์โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N สูงขึ้นกว่าคะแนนเฉลี่ยความ
สามารถทางการคิดวิจารณญาณของกลุ่มควบคุม
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N ประกอบด้วย ความเป็นมาและความ สําคัญ
ทฤษฎีและแนวคิดพื้นฐาน หลักการ วัตถุประสงค์กลุ่มเป้
าหมาย เนื้อหา การจัดกระบวนการเรียนรู้
ระยะเวลา บรรยากาศและสภาพแวดล้อม การประเมินผลการเรียนรู้และการนํารูปแบบไปใช้โดย
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีการจัดกระบวนการเรียนรู้5 ขั้นตอน คือ
1) ขั้นปลุกสมอง
(Boosting = B)
2) ขั้นระบุและเชื่อมโยง (Remarking and Relating = R)
3) ขั้นค้นหาคําตอบ
(Acquiring = A)
4) ขั้น ส รุป ผ ล (Inferring = I)
5) ขั้น นํ าเส น อ ผ ล (Notifying = N)
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 5 คน ประเมินให้มีค่าความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ
4.46 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.18
2. การศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N
2.1 เด็กปฐมวัยที่เรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N มีความสามารถ
ทางการคิดวิจารณญาณสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2.2 เด็กปฐมวัยที่เรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N มีความสามารถ
ทางการคิดวิจารณญาณสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่เรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมี
นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ครูปฐมวัยที่ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ B-R-A-I-N ประเมินความเหมาะสมของ
รูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า มีความเหมาะสมในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.26 และส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.16
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น